เป็นการตรวจเปรียบเทียบรูปแบบสารพันธุกรรมระหว่างเด็กที่อยู่ในท้องกับผู้ที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นพ่อ โดยไม่ต้องรอให้เด็กคลอด ซึ่งปกติสารพันธุกรรมของเด็กจะเหมือนพ่อและแม่อย่างละครึ่ง จึงสามารถใช้พิสูจน์ได้ว่าเด็กเป็นบุตรของผู้ถูกกล่าวอ้างหรือไม่
การตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดาของทารกในครรภ์จะเก็บตัวอย่างจากเลือดของแม่ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 7 สัปดาห์ขึ้นไป ซึ่งเป็นวิธีที่เจ็บน้อยและปลอดภัยต่อแม่และเด็กในท้องมากที่สุด การตรวจดีเอ็นเอทารกในครรภ์จากเลือดแม่ใช้วิธี Non-invasive Prenatal Paternity (NIPPT) หรือการวิเคราะห์ดีเอ็นเอของรก (ทารก) ที่ปนอยู่ในเลือดของแม่ วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีการที่ได้มาตรฐานสากลเช่นเดียวกับการตรวจจากรกหรือจากน้ำคร่ำ
การตรวจ DNA ระหว่างตั้งครรภ์
การตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อลูกสามารถทำได้โดยไม่ต้องรอเด็กคลอดออกมา ซึ่งผลลัพธ์การทดสอบก็ค่อนข้างมีความแม่นยำสูงพอๆ กับการตรวจ DNA ความเป็นพ่อลูกหลังคลอด โดยสามารถทำได้ 3 วิธี ได้แก่
- Non-invasive Prenatal Paternity (NIPPT) วิธีการตรวจ DNA ความเป็นพ่อลูกโดยใช้ตัวอย่างเป็น DNA ของเด็กที่ปะปนอยู่ในเลือดของผู้เป็นแม่ ถือเป็นวิธีการตรวจ DNA ที่ได้มาตรฐานสากล และได้รับความนิยมสูงเมื่อต้องการพิสูจน์ DNA ในช่วงระหว่างตั้งครรภ์ สามารถทำได้ตั้งแต่ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
- Chorionic Villus Sampling (CVS) หรือการใช้เนื้อเยื่อจากรกในครรภ์ ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่เพียงใช้สำหรับการตรวจหาโรคทางพันธุกรรมแล้ว ยังสามารถใช้ตรวจพิสูจน์ความเป็นบิดาได้อีกด้วย โดยจะเก็บเนื้อเยื่อรกจากบริเวณปากมดลูก สามารถทำได้ในช่วงอายุครรภ์ 10-13 สัปดาห์ แต่เป็นวิธีที่ไม่นิยม เพราะอาจเสี่ยงต่อการแท้งได้
- เจาะน้ำคร่ำ โดยแพทย์จะดึงน้ำคร่ำจากครรภ์ออกมาเล็กน้อย และนำไปใช้ในขั้นตอนการ
ตรวจ DNA เพื่อพิสูจน์ความเป็นบิดา นิยมตรวจในช่วงสัปดาห์ที่ 15-20 ของการตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตามวิธีการตรวจ DNA ด้วยการเจาะน้ำคร่ำก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงการแท้งบุตรได้เช่นกัน
การตรวจ DNA หลังคลอด
สำหรับการตรวจ DNA ความเป็นพ่อลูกหลังเด็กคลอดออกมาแล้วถือเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน เพราะมีความปลอดภัยสูง และผลลัพธ์มีความแม่นยำมากถึง 99.99% สามารถทำได้ 2 วิธีด้วยกัน
- เจาะเลือด โดยแพทย์หรือพยาบาล อาจใช้เลือดจากเส้นเลือดดำบริเวณข้อพับแขนในผู้ใหญ่ หรือถ้าในเด็กอาจใช้เจาะเลือดบริเวณส้นเท้า ซึ่งจะใช้เลือดประมาณ 3-5 มิลลิลิตรเท่านั้น โดยจะเก็บทั้งตัวอย่างเลือดของผู้ที่สงสัยว่าเป็นบิดา และเด็ก
- เนื้อเยื่อกระพุ้งแก้ม โดยจะใช้สำลีก้าน หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ ป้ายลงบริเวณกระพุ้งแก้มประมาณ 4-5 ครั้ง เพื่อเก็บเป็นตัวอย่างในการตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นบิดา
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการตรวจ DNA พิสูจน์ความเป็นพ่อลูก คือตัวอย่างจากผู้ที่เป็นพ่อและลูก อาจรวมถึงตัวอย่างของแม่ด้วยเพื่อให้ผลตรวจสมบูรณ์มากที่สุด
ใครบ้างที่ควรได้รับการตรวจ ?
– ผู้ที่ต้องการพิสูจน์ความเป็นบิดา
– ผู้ที่ต้องการตรวจเพื่อความสบายใจ
– กรณีบิดา มารดาเป็นชาวต่างชาติ สามารถนำผลตรวจเพื่อขอรับสิทธิพลเมืองของบิดา มารดา
