มะเร็งตับ (Liver cancer) เป็นโรคมะเร็งที่พบได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโรคมะเร็งที่เกิดในผู้ชายไทย และพบมากเป็นอันดับ 4 ของผู้ป่วยมะเร็งรวมทั้ง 2 เพศ มักพบในคนอายุ 30-70 ปี และพบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 2-3 เท่า โรคนี้จัดเป็นโรครุนแรงมาก ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้มากที่สุดโรคหนึ่ง เพราะโรคมะเร็งตับในระยะแรกมักไม่ค่อยแสดงอาการ ซึ่งผู้ป่วยกว่าจะได้รับการวินิจฉัยครั้งแรกก็มักจะอยู่ในระยะท้ายของโรคซึ่งไม่มีทางรักษาให้หายได้แล้ว
อาการของมะเร็งตับ
มะเร็งตับมักไม่มีสัญญาณหรืออาการบ่งบอกในระยะแรกเริ่ม เมื่อมีการดำเนินโรคถึงขั้นแสดงอาการถึงจะสังเกตได้ดังนี้
น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
เบื่ออาหาร รู้สึกอิ่มแม้รับประทานไปเพียงเล็กน้อย
คลื่นไส้ อาเจียน
เจ็บช่องท้องส่วนบน โดยมักจะปวดบริเวณด้านขวา
มีอาการบวมที่ช่องท้องหรือคลำพบก้อนใต้ชายโครงด้านขวาเนื่องจากตับโต
คลำพบก้อนที่ชายโครงด้านซ้ายเนื่องจากม้ามโต
มีอาการดีซ่าน หรือตาเหลือง ตัวเหลือง
อ่อนแรง เหนื่อยล้า
ปัจจัยเสี่ยงของการเกินมะเร็งตับ
เพศชาย
ผู้ป่วยที่มีประวัติไวรัสตับอักเสบบีหรือซี
ผู้ป่วยที่มีโรคตับแข็งจากสาเหตุใดก็ตาม เช่น ภาวะไขมันเกาะตับจนทำให้เกิดภาวะตับอักเสบ, กลุ่มโรคที่มีการอักเสบของท่อน้ำดีเรื้อรัง, หรือกลุ่มโรคพันธุกรรมที่ทำให้มีเหล็กพอกตับ
การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
การสูบบุหรี่
โรคอ้วน เบาหวานและกลุ่มโรคเมตาบอลิก
การได้รับสารพิษชนิด Aflatoxins
การได้รับสาร vinyl chloride และ thorium dioxide ที่พบในอุตสาหกรรมพลาสติกมาเป็นเวลานาน
การรักษาโรคมะเร็งตับ
โดยทั่วไปการรักษามะเร็งตับจำเป็นต้องคำนึงถึงสองปัจจัย ได้แก่ ขนาดหรือความรุนแรงของตัวก้อนมะเร็ง และสภาพการทำงานของตับของผู้ป่วย เนื่องจากมะเร็งตับมักเกิดในผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งซึ่งการทำงานของตับลดลง ดังนั้นหากทำการรักษามะเร็งตับโดยไม่คำนึงถึงการทำงานพื้นฐานของตับอาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงการเกิดภาวะตับวายได้ ดังนั้น ก่อนทำการรักษามะเร็งตับจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการรักษาโรคตับที่เป็นพื้นฐานให้ตับอยู่ในสภาวะที่พร้อมต่อการทำการรักษา ก่อนที่จะทำการรักษาก้อนมะเร็ง เช่น การรักษาไวรัสตับอักเสบบี การให้ผู้ป่วยหยุดดื่มแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด หรือ การให้ยาต้านการอักเสบในผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิต้านตับ
หลักการทั่วไปของการรักษามะเร็งตับเมื่อตับอยู่ในสภาวะที่พร้อมจะทำการรักษา จะพิจารณาตามขนาดของก้อนมะเร็งเป็นหลัก ดังนี้
ในก้อนมะเร็งขนาดเล็ก อาจทำการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด หรือการจี้เข็มความร้อน
ก้อนมะเร็งที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจนไม่สามารถผ่าตัดได้ แต่ยังไม่ลุกลามเข้าบริเวณเส้นเลือดของตับจะทำการรักษาด้วยการฉีดยาเคมีบำบัดเข้าไปยังเส้นเลือดตับร่วมกับการอุดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงก้อนมะเร็ง
ในก้อนที่มีขนาดใหญ่จนลุกลามเข้าไปยังเส้นเลือดตับหรือมีการกระจายไปยังบริเวณอื่น อาจทำการรักษาด้วยการให้ยา ไม่ว่าจะเป็นยามุ่งเป้า, ยาเคมีบำบัด, การรักษาด้วยสารรังสีผ่านทางเส้นเลือดตับ หรือการฉายแสงเฉพาะที่
ในรายที่ก้อนไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก แต่ผู้ป่วยไม่สามารถทำการรักษาด้วยวิธีผ่าตัด หรือการรักษาเฉพาะที่ได้เนื่องจากการทำงานของตับไม่เพียงพอนั้น อาจพิจารณาให้ผู้ป่วยเข้ารับการปลูกถ่ายตับเป็นราย ๆ โดยต้องพิจารณาจากขนาดของก้อน, การลุกลาม, สภาวะร่างกายโดยรวมและโรคร่วมต่าง ๆ ของผู้ป่วย
วิธีป้องกันโรคมะเร็งตับ
การป้องกันโรคมะเร็งตับนั้น สามารถทำได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคตับ หรือพังผืดในตับ เช่น
หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่หากจำเป็นต้องดื่มจริงๆ ไม่ควรดื่มติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน
ไม่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูงเพราะอาจทำให้เกิดไขมันพอกที่ตับได้
ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบเอ และไวรัสตับอักเสบบี
หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งตับ เช่น เป็นผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือซีเรื้อรัง มีอาการตับแข็ง หรือมีญาติที่มีประวัติเป็นโรคมะเร็งตับ ควรไปตรวจคัดกรองโรคมะเร็งตับเป็นประจำทุกปี
รักษาสุขภาพให้แข็งแรงโดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ
มะเร็งตับไม่ได้เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เท่านั้นอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคไขมันพอกตับที่หลายคนอาจยังไม่รู้
การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งตับ
โดยทั่วไปผู้ป่วยที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ ได้แก่ ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งจากสาเหตุต่าง ๆ รวมถึงผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง (รวมถึงผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบีด้วย) ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำเป็นจะต้องได้รับการตรวจอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนบน ร่วมกับตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งตับ (AFP) ในเลือด ทุก ๆ 6 เดือนเพื่อเป็นการเฝ้าระวังการเกิดมะเร็งตับ เมื่อตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจอัลตร้าซาวด์แล้วในลำดับถัดไป แพทย์จะทำการตรวจทางรังสีที่ให้ภาพได้ชัดเจนขึ้น ได้แก่ การการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือ การตรวจด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อทำการยืนยันการวินิจฉัย โดยทั่วไปการอาศัยการตรวจทางรังสีวิทยาที่เข้าได้กับมะเร็งตับ ร่วมกันกับภาวะเสี่ยงจากโรคตับนั้นเพียงพอที่จะให้การวินิจฉัยภาวะมะเร็งตับโดยไม่จำเป็นต้องทำการตรวจชิ้นเนื้อ
อย่างไรก็ดี ในผู้ป่วยบางรายที่มีโรคตับเรื้อรังแต่การตรวจทางรังสีให้ผลไม่แน่ชัดว่าเข้าได้กับมะเร็งตับ หรือในทางกลับกันในผู้ป่วยที่ภาพทางรังสีเข้ากันได้กับมะเร็งตับแต่ผู้ป่วยไม่มีปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคตับเรื้อรังเลย อาจจำเป็นต้องทำการเจาะตรวจชิ้นเนื้อเพื่อยืนยันการวินิจฉัย
