โรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เป็นสาเหตุของการเกิดภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ เป็นลำดับต้น ๆ ในประเทศไทย ราวเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโรคตับเรื้อรังในประเทศไทยมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี โดยพบความชุกของโรคติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในประชากรไทยราว ร้อยละ 5-7 ของประชากรทั้งหมด
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
ไวรัสตับอักเสบบี ทนทานต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี เมื่อเปรียบเทียบกับไวรัสชนิดอื่น และสามารถติดต่อได้ทางเลือด น้ำอสุจิ น้ำหล่อลื่น และสารคัดหลั่งต่างๆ ของร่างกาย โดยวิธีการแพร่เชื้อที่เกิดขึ้นได้ เช่น
• การแพร่เชื้อจากมารดาไปสู่ทารกตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์
• การใช้เข็มร่วมกับผู้ป่วยโรคนี้ หรือการใช้อุปกรณ์ฉีดยาที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
• โดนเข็มที่ปนเปื้อนเชื้อตำ
• การได้รับเลือดหรือสารคัดหลั่งต่างๆ ผ่านทางการถ่ายเลือดหรือทางแผลเปิด
• การใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้ติดเชื้อ เช่น แปรงสีฟัน หรือใบมีดโกน เนื่องจากเชื้อไวรัสตับอักเสบบีสามารถมีชีวิตอยู่นอกร่างกายผู้ป่วย ตามข้าวของเครื่องใช้เหล่านี้ได้เป็นเวลานานหลายสัปดาห์
• การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อโดยไม่ป้องกัน
การรักษาไวรัสตับอักเสบ บี
การรักษาไวรัสตับอักเสบ บี แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ ระยะเฉียบพลันและระยะเรื้อรัง เมื่อมีการวินิจฉัยแล้วว่าผู้ป่วยเป็นไวรัสตับอักเสบ บี ระยะเฉียบพลัน ซึ่งสามารถหายได้เอง แพทย์จะแนะนำการปฏิบัติตัว เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีโภชนาการสูง และดื่มน้ำในปริมาณมาก ๆ เพราะร่างกายกำลังต่อสู้ในการกำจัดเชื้อไวรัสชนิดนี้อยู่
หากได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นไวรัสตับอักเสบ บี ระยะเรื้อรัง ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคตับที่รุนแรง และป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น โดยการรักษาที่แพทย์แนะนำนั้นขึ้นอยู่กับผู้ป่วยแต่ละคน เช่น การรักษาด้วยยาต้านเชื้อไวรัส ยาอินเตอร์เฟอรอน หรือการผ่าตัดเปลี่ยนตับ
การป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
สำหรับการป้องกันไวรัสตับอักเสบบีที่ดีที่สุด คือ การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี โดยการฉีดเข้ากล้ามที่ต้นแขนรวม 3 เข็ม ห่างกันที่ 0, 1 เดือน และ 6 เดือน โดยในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ และวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี รวมในเข็มเดียวกันแล้ว จึงควรที่จะฉีดไว้เพื่อป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ และในกลุ่มผู้ใหญ่ควรที่จะตรวจเลือดก่อนฉีดวัคซีนว่ามีการติดเชื้อหรือมีภูมิต้านทานต่อไวรัสตับอักเสบบีแล้วหรือไม่ด้วย
ส่วนการดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคไวรัสตับอักเสบบีนั้นมีอยู่ด้วยกันหลายข้อ เช่น หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เช่น การเจาะ สัก หรือใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น, ควรสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์, ไม่ควรเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ, หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งของผู้ป่วย, ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ, รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ฯลฯ
